วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สรุปบทที่ 1
บทบาทการใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการธุรกิจ
                จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ จะพบว่าธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ต้องอาศัยวิธีการและกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต้องมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี  จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเนื่องจากมีราคาไม่แพงจนเกินไป ประกอบกับสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลากหลายชนิดธุรกิจปัจจุบันจึงได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานและถือว่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในองค์กรทำให้องค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดได้
1.1) ความหมายและการจัดการธุรกิจ
                การจัดการ (Management) หมายถึง ชุดของหน้าที่ต่างๆ ที่กำหนดทิศทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร
                ในการจัดการธุรกิจนอกจากหน้าที่ทางการจัดการแล้ว ผู้บริหารยังต้อมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมพื้นฐานของธุรกิจ หรือมีหน้าที่ทางธุรกิจ 4 ด้าน คือ หน้าที่ด้านการผลิตและปฏิบัติการ การตลาด การเงินและการบัญชี และด้านทรัพยากรบุคคล อย่างไรก็ตามหน้าที่แต่ละหน้าที่ในหน้าที่ทางการจัดการและทางธุรกิจจีความสำคัญแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้บริหาร ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้
                1.1.1) ประเภทผู้บริหารแบ่งตามระดับการจัดการ
                                1.) ผู้บริหารระดับสูง
                                2.) ผู้บริหารระดับกลาง                    
                          3.) ผู้บริหารระดับล่าง
                1.1.2) ประเภทของผู้บริหารแบ่งตามหน้าที่งาน
                                1.) ผู้บริหารการผลิต                         
                            2.) ผู้บริหารด้านการตลาด
                                3.) ผู้บริหารการเงิน
                         4.) ผู้บริหารทรัพยากรบุคคล                         
                             5.) ผู้บริหารทั่วไป

1.2) วิวัฒนาการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
                เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ มีวิวัฒนาการมาเป็นระยะๆทั้งนี้เป็นผลมาจากการคิดค้นและปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ทำงานดีขึ้น ดั้งนั้นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจย่อมจะต้องขึ้นกับวามก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งพัฒนาการการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจในที่นี้จำแนกตามแนวคิดของสคูลทิลและซัมเมอร์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ยุค ดังนี้
                1.2.1) ยุคประมวลผลข้อมูลหรือยุคดีพี (Data Processing Era : DP Era)สามารถสรุปได้เป็น 6 ประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
                1.) ลักษณะการใช้งานทั่วไป เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยงานด้านการประมวลผลข้อมูลหรือที่เรียกว่า ระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลรายการธุรกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเป็นจำนวนมากๆ
                2.) จุดมุ่งหมายของการใช้คอมพิวเตอร์ในยุคประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทั้งนี้เนื่องจากคุณสมบัติการประมวลผลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วของคอมพิวเตอร์
                3.) รูปแบบของการประมวลผลข้อมูล ในระยะแรกมักจะทำงานแบบแบตซ์ แต่ในระยะต่อมามีแบบการทำงานแบบออนไลน์มากขึ้น โดยการประมวลผลแบบแบตซ์นั้นจะมีการรวบรวมข้อมูลจำนวนหนึ่งเพื่อรอประมวลผลในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างกับแบบออนไลน์ที่เมื่อมีข้อมูลเข้ามาจะถูกส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการประมวลผลทันที
                4.) เทคโนโลยีในยุคประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้ในยุคประมวลผลข้อมูลมักจะเป็นเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งหน่วยงานขนาดใหญ่โดยส่วนใหญ่จะใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นหลักในการทำงาน นอกจากนั้นก็มี มินิคอมพิวเตอร์ซึ่งนิยมใช้กับองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
                5.) การบริหารจัดการงานคอมพิวเตอร์ องค์กรธุรกิจที่ใช้คอมพิวเตอร์ยุคประมวลผลข้อมูลเป็นลักษณะแบบรวมอำนาจ สำหรับองค์การขนาดใหญ่มักจะมีการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ หรืออาจจะเป็นฝ่ายคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรขนาดเล็กลงมา
                   6.) การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบสารสนเทศในยุคประมวลผลข้อมูลซอฟต์แวร์สำเร็จเพื่อนำไปใช้งานมีน้อยมากจึงต้องพัฒนาขึ้นเองโดยเป็นหน้าที่ของศุนย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญในภาษาคอมพิวเตอร์และการพัฒนาระบบงาน
                1.2.2) ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุคไอที
                1.) ลักษณะการใช้งานทั่วไป จากการที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเกิดขึ้น ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์แพร่หลายในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้น ธุรกิจขนาดเล็กและบุคคลทั่วไปสามารถหาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานของตัวเองในราคาที่ไม่แพง
                2.) การประยุกต์ในงานด้านอื่นๆ ในปัจจุบันมีการประยุกต์คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานประมวลผลข้อมูลหรืองานที่เกี่ยวกับตัวเลขเท่านั้นได้แก่
                2.1) การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานด้านเอกสาร งานธุรการและงานอื่นๆ
                2.2) การใช้งานคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านการออกแบบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและมีคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า
                2.3) การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน
                3.) ระบบสารสนเทศในธุรกิจ มีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดทำระบบสารสนเทศภายในหน่วยงาน ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการประมวลผลที่ถูกต้องมีความแม่นยำสูง ซึ่งจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยจัดการรายการค้าและข้อมูลที่เกิดจาดธุรกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงาน เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล สรุปผลข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มนแต่ละวัน
                4.) โปรแกรมสำเร็จรูป ในยุคนี้โปรแกรมสำเร็จรูปมากมายซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป โดยที่ผู้ใช้ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ ผู้ใช้สามารถหาซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อมาใช้งานได้ในทันที
                5.) การบริหารจัดการคอมพิวเตอร์ หน่วยงานย่อยในธุรกิจมักมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้ใช้งานภายในหน่วยงาน จะเป็นทั้งผู้ดูแลข้อมูลและอุปกรณ์ภายในงานของตน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
1.2.3) ยุคเครือข่ายหรือยุคเน็ตเวิร์ค
                ยุคเครือข่ายเป็นยุคที่มีการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ากับเทคโนโลยีโทรคมนาคมเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเครือข่าย ระบบเครือข่ายที่รู้จักกันโดยทั่วไปซึ่งมีขนาดใหญ่คือ
ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นระบบที่อยู่เฉพาะในแวดวงการศึกษาเท่านั้น แต่ต่อมาได้ขยายออกไปสู่วงการอื่น โดยเฉพาะด้านธุรกิจ
1.3) ลักษณะการใช้งานคอมพิวเตอร์ในธุรกิจ
                ถึงแม้ว่าแต่ละธุรกิจจะมีการแบ่งโครงสร้างขององค์กรที่แตกต่างกัน แต่การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้
                1.3.1) การใช้คอมพิวเตอร์ในภารกิจหลักของธุรกิจ
                          การใช้งานลักษณะนี้เป็นการใช้ทำงานระดับองค์กรในงานหลักของธุรกิจโดยการประยุกต์กับงานด้านต่างๆภายในองค์กร ได้แก่ งานการขายและการตลาด งานเงินและการบัญชี งานการผลิต และงานบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
                1.3.2) การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานร่วมกัน
                          วงการธุรกิจที่มีบุคลากรด้านต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีการติดต่อประสานงาน หรือร่วมงานกัน กิจกรรมในการทำงานร่วมกันประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ดังนี้
1.)        การติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดข้อมูลและข่าวสารไปสู่สมาชิกในกลุ่ม
2.)        การปฏิสัมพันธ์ เป็นการติดต่อสื่อสารกลับไปกลับมาระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในกลุ่มคณะทำงาน
3.)        การตัดสินใจและการแก้ปัญหา จะเป็นการระดมความคิดของสมาชิกในกลุ่มเพื่อช่วยกันตัดสินใจหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจ
1.3.4) การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานส่วนบุคคล
                เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการทำงานของบุคลากรแต่ละคนในองค์กร เช่น
1.)        งานด้านการพิมพ์และจัดทำเอกสาร
2.)        งานด้านการจัดทำจดหมาย
3.)        งานด้านการคำนวณ
4.)        งานด้านการนำเสนอ
5.)        งานด้านการจัดการข้อมูล
6.)        งานด้านการนัดหมาย
1.4) การใช้คอมพิวเตอร์ในระดับบริหาร
                สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในระดับผู้บริหารนั้นสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในงานสารสนเทศเพื่อการบริหารในแต่ละระดับของการบริหารองค์การตามหน้าที่พื้นฐานของธุรกิจ และตามสายงานของธุรกิจ นอกจากนี้การใช้งานคอมพิวเตอร์ยังคำนึงถึงความจำเป็นของสารสนเทศต่องานบริหาร และการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างสารสนเทศเพื่อการบริหารโดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียดดังนี้
                1.4.1) การใช้สารสนเทศเพื่องานบริหาร
                                โครงสร้างของระบบสารสนเทศในธุรกิจที่จัดแบ่งตามโครงสร้างการบริหารงานในองค์การธุรกิจนั้นแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ระบบสารสนเทศตามระดับการบังคับบัญชาและระบบสารสนเทศตามสายงานธุรกิจหรือตามหน้าที่พื้นฐานทางธุรกิจ
                1.4.2) ความจำเป็นของสารสนเทศต่องานบริหาร
                                การที่ผู้บริหารจะปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ให้ได้ผลดีจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีข้อมูลหรือสารสนเทศที่มีความถูกต้องและทันสมัยเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบว่าขณะนั้นเกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงาน
                1.4.3) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อในการสร้างสารสนเทศเพื่อการบริหาร
                                โดยส่วนใหญ่และจะเป็นการนำเสนอในลักษณะสรุปผลเพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ สำหรับการวางแผนและตัดสินใจ


1.5) การใช้สารสนเทศในระดับกลยุทธ์
                สารสนเทศที่ใช้ในระดับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองผู้บริหารระดับสูง มักเป็นสารสนเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ สารสนเทศเกี่ยวกับการลงทุน  การเพิ่มสัดส่วนตลาดเพื่อให้มีกำรากขึ้นสารสนเทศระดับกลยุทธ์มักเป็นสารสนเทศที่ช่วยผู้บริหารใช้ในการวางแผนระยะยาวซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานในระดับกลาง และระดับล่างต่อไป
                1.5.1) คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
                                ผู้ใช้สารสนเทศในระดับกลยุทธ์ มักจะเป็นผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อองค์กรในภาพรวมทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นระดับกลยุทธ์มีคุณลักษณะ 5 ประการต่อไปนี้
1.)        เป็นสารสนเทศที่มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2.)        เป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง
3.)        เป็นสารสนเทศที่ใช้ในการพยากรณ์หรือประมาณการ
4.)        เป็นสารสนเทศที่จัดทำในรูปเชิงสรุป
5.)        เป็นข้อมูลที่ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์
1.5.2) แหล่งที่มาของสารสนเทศเพื่อการวางงแผลกลยุทธ์
                1.) สื่อสารมวลชน
                2.) การสำรวจหรือการวิจัยต่างๆ
                3.) สมาคมหรือสถาบันต่างๆ
                4.) การพูดคุยหรือพบปะสังสรรค์
                5.) ห้องสมุดหรือศูนย์บริการข้อมูล
                6.) การใช้บริการฐานข้อมูลเชิงพาณิช
                7.) อินเทอร์เน็ต
1.5.3) การรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการวางแผนกลยุทธ์
                สำหรับการรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศในระดับกลยุทธ์มีได้ดังนี้
1.)        การบันทึกเทป
2.)        การทำกฤตภาค
3.)        การจัดทำเป็นดัชนี
1.5.4) ตัวอย่างการสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
                1.) กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อจัดทำแผนซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานขององค์กรทั้งนี้เพื่อให้องค์สามารถจัดหาเงินทุนจากแหล่งต่างๆ ในต้นทุนที่ต่ำให้เพียงพอ
                2.) การพยากรณ์ทางการเงินในระยะยาว เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุน ควรจะจัดหาทุนจากแหล่งใด จำนวนใด ข้อมูลต้นทุนของเงินที่จัดหามา ข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมทุนในการลงทุน
                3.) กลยุทธ์ทางการตลาด จุดมุ่งหมายก็เพื่อกำหนดแผนงานและนโยบายด้านการตลาดของกิจการ
1.5.5) กลยุทธ์ทางการผลิต
ต้องคำนึงถึงแผนการลงทุนระยะยาวเกี่ยวกับการผลิต ได้แก่ การเลือกที่ตั้งโรงงานผลิต ความพร้อมและความสะดวกด้านสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ การเลือกสินค้าที่ผลิต เป็นต้น
1.5.6) กลยุทธ์ทางทรัพยากรบุคคล
                                เป็นการจัดทำและรวบรวมสารสนเทศ เพื่อให้องค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานในองค์กรในอนาคต ประกอบด้วยนโยบายการจ้างพนักงาน นโยบายเกี่ยวกับอัตราจ้างและค่าแรง นโยบายผลตอบแทนและสวัสดิการ เป็นต้น
1.6) การใช้สารสนเทศในระดับยุทธวิธี
                สารสนเทศในระดับยุทธวิธีประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ
                1.6.1) คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธี แบ่งออกเป็น 4 ประการ ดังนี้
1.)        คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธีเป็นสารสนเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อผู้บริหารระดับกลาง
2.)        สารสนเทศภายในจะเกิดจากข้อมูลระดับปฏิบัติการที่จัดทำ
3.)        เป็นลักษณะเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการสนับสนุนผู้บริหาร
4.)        เป็นสารสนเทศที่มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร

1.6.2) แห่งที่มาและการจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธี
1.             สารสนเทศทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับข้อมูลจากภายนอกองค์กรจะมีรายละเอียดเช่นเดียวกับสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์ ส่วนข้อมูลภายในองค์กรมักมาจากข้อมูลในระดับปฏิบัติการ
2.             ข้อมูลด้านบุคลากร ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของบุคลากร ประวัติการทำงาน การศึกษา อายุ อัตราค่าจ้าง เงินเดือน เป็นต้น
1.7) การใช้สารสนเทศในระดับปฏิบัติการ
                การใช้สารสนเทศในระบบปฏิบัติการนั้น มีวัตถุประสงค์ในการใช้สารสนเทศในการปฏิบัติงานระดับล่างโดยแบ่งเป็นประเด็นต่อไปนี้
                1.7.1) คุณลักษณะของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการ
                                จุดประสงค์ของการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นการนำแผนยุทธวิธีมาขยายขั้นตอนและรายละเอียดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแผนยุทธวิธี ผู้ที่จัดทำแผนปฏิบัติการคือผู้บริหารระดับล่าง ได้แก่ หัวหน้างาน หัวหน้าแผนก
                1.7.2) แหล่งที่มาของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการ
 สำหรับแหล่งที่มาของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการจะมาจากภายในองค์กรในระดับปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจโดยการเก็บรวบรวมรายการค้าที่เกิดขึ้นประจำวันของธุรกิจ
                1.7.3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมจะเป็นการเก็บรวบรวมในรูปของการใช้คอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นแฟ้มข้อมูลหรือฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน
                1.7.4) ตัวอย่างการใช้สารสนเทศในการวางแผนปฏิบัติการ
1.             สำหรับงานขายและการตลาด
2.             สำหรับงานบัญชีและการเงิน
3.             สำหรับงานผลิต
1.8) การใช้คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
                คอมพิวเตอร์สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในองค์กรธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้ 3 ลักษณะ
                1.8.1) คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงประสิทธิผลของงานและการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
                                การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในองค์กรธุรกิจ ไม่เพียงแต่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิผลของงานในองค์กรดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวแต่การใช้คอมพิวเตอร์ยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จะช่วยทำให้องค์กรธุรกิจประหยัดขึ้นทันทีด้วย
                1.8.2)การใช้คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงคุณภาพและลักษณะของสินค้าและบริการ
                                การส่งมอบสินค้าและบริการตลอดจนคุณภาพและลักษณะของตัวสินค้าและบริการได้การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยปรับปรุงคุณภาพการผลิตในสายการผลิตสินค้าในปัจจุบันที่สามารถพบเห็นได้บ่อยคือ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและผลิตสินค้าตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
                1.8.3) คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
                                การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในองค์กรธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ดีขึ้นด้วย ตัวอย่างการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจที่เป็นผลมาจากการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาในองค์กรก็คือ การปรับรื้อระบบ
1.9) คอมพิวเตอร์กับการสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้นทางธุรกิจ
                สามารถผลิตสินค้าบริการ และกระบวนการใหม่ๆ ได้ไม่ยาก โดยคอมพิวเตอร์จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรขององค์กรดังกล่าวสามารถคิดริเริ่ม และจินตนาการของตนเพื่อการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ
                1.9.1) คอมพิวเตอร์กับสิ่งใหม่ทางธุรกิจ
                                คอมพิวเตอร์จะช่วยให้การประดิษฐ์คิดค้น สินค้าและบริการใหม่ๆสามารถจะกระทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก โดยปัจจัยการออกแบบสินค้าตัวใหม่มักนิยมกระทำกันบนระบบคอมพิวเตอร์
                1.9.2) คอมพิวเตอร์กับตลาดหรือช่องทางธุรกิจแนวใหม่
                                ตลาดและช่องทางธุรกิจ จัดเป็นส่วนประกอบในการทำธุรกิจที่สำคัญ เนื่องจากตลาดและช่องทางธุรกิจคือแหล่งที่มาของรายได้และกำไรในระบบธุรกิจ หากธุรกิจใดมีสินค้าแต่ไม่มีตลาด หรือธุรกิจใดไม่มีช่องทางในการทำธุรกิจ ธุรกิจนั้นก็อาจจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีรายได้และกำไร
1.10) สรุป
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ จะพบว่าธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ต้องอาศัยวิธีการและกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต้องมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี  จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเนื่องจากมีราคาไม่แพงจนเกินไป ประกอบกับสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลากหลายชนิดธุรกิจปัจจุบันจึงได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานและถือว่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในองค์กรทำให้องค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดได้ โดยคอมพิวเตอร์สามารถเข้ามามีบทบาทในระดับผู้บริหารระดับสูง และระดับปฏิบัติการ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในองค์กรจะช่วยให้ลดต้นทุนในการดำเนินงาน การเพิ่มรูปแบบการบริหารที่หลากหลายและรวดเร็ว การเพิ่มผลผลิตในองค์กร เพิ่งศักยภาพในการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เครือข่าย รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน เช่น การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การประชุมทางไกล ฯลฯ


นาย จิรวัฏ อยู่เป็นสุข 5712103002027

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น