วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จงอธิบายแบบการโฆษณาบนเว็บดังนี้

พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ




1. การโฆษณาผ่านทางแบรนเนอร์

ตอบ  ป้ายโฆษณาหรือแบนเนอร์อาจเป็นข้อความสั้น ๆ ภาพเคลื่อนไหว หรือสื่อมัลติมีเดียที่ผสมผสานภาพและเสียงไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้าและบริการมากขึ้น โดยเมื่อผู้ชมคลิกที่แบนเนอร์ ก็จะเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าชนิดนั้น สำหรับขนาดของแบนเนอร์ที่ใช้โฆษณาอาจแตกต่างกัน



2. การโฆษณาผ่านทางป๊อบอัพ

ตอบ โดยทั่วไป ป๊อปอัพ (Pop-Up) โฆษณาแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ   1)  Pop-Up Advertising เป็นโฆษณาที่แยกออกเป็นเว็บบราวเซอร์หน้าต่างใหม่ และจะปรากฏขึ้นพร้อมกับเว็บเพจที่มีโฆษณาสินค้านั้น โดย Pop-Up โฆษณาจะอยู่ด้านบนของเว็บเพจที่ผู้ใช้เรียกทำงานอยู่ (Active Window)   2)  Pop-Under Advertising เป็นโฆษณาที่แยกออกเป็นเว็บบราวเซอร์หน้าต่างใหม่เช่นเดียวกับ Pop-Up แต่จะอยู่ด้านล่างของเว็บเพจที่ผู้ใช้เรียกทำงานอยู่ ดังนั้น ผู้ใช้จะต้องปิดเว็บเพจนั้นเสียก่อน จึงจะเห็นหน้าโฆษณานี้




3. การโฆษณาผ่านทางอีเมลล์

ตอบ  เป็นการแนบข้อมูลสินค้าและบริการของบริษัทไปกับอีเมล์เพื่อส่งไปยังปลายทาง ซึ่งอาจเป็นบุคคลทั่วไป บริษัท หรือจากรายชื่อผู้ที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลของบริษัทก็ได้ นับว่าเป็นรูปแบบการโฆษณาที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและยังสะดวก รวดเร็ว สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากพร้อมกันในเวลาเดียวได้



4. การโฆษณาผ่าน URL

ตอบ  เป็นการโฆษณาโดยอาศัยเครื่องมือประเภทเว็บไดเรกทอรีและเสิร์ชเอนจิ้น โดยผู้ใช้บริการจะต้องลงโฆษณากับผู้ให้บริการเหล่านี้ก่อน ซึ่งมีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย และไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จากนั้นโปรแกรมก็จะจัดเก็บดัชนีคำศัพท์ และ URL (Universal Resource Locator) ของเว็บไซต์ไว้ในฐานข้อมูล หากมีผู้ใช้ค้นหาคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ตรงกับข้อมูลของ URL ใดโปรแกรมก็จะแสดงผลลัพธ์เป็นชื่อ URL ของเว็บไซต์นั้นขึ้นมา ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการประเภทนี้ เช่น www.google.com, www.yahoo.com และ www.altavista.com



5. การโฆษณาผ่านห้องสนทนาและบล๊อก

ตอบ  ห้องสนทนา (Chat Room) เป็นการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทาง กล่าวคือ คู่สนทนาสามารถโต้ตอบระหว่างกันได้ในเวลาที่เกิดขึ้นจริง ณ ขณะนั้น โดยที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากัน ห้องสนทนาจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นำมาใช้เป็นช่องทางโฆษณาได้ โดยวิธีนี้จะแตกต่างจากการใช้แบนเนอร์เพื่อโฆษณาบนเว็บเพจทั่วไป



6. การโฆษณาผ่านเกมส์ออนไลน์

ตอบ  ให้ลูกค้าเล่นเกมหรือทำแต้มสะสมหรือทำตามแต่กติกา หากลูกค้าชนะหรือทำแต้มได้ตามกำหนด ก็สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาพิเศษ











































































วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แบบฝึกหัดบทที่4
1.ข้อมูลและสารสนเทศแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ สารสนเทศ นำข้อมูลที่ได้ผ่านการตัดสินใจ และนำไปใช้ แต่ในส่วนของ ข้อมูล จะเป็นส่วนของข้อเท็จจริง ยังไม่ได้ผ่านการตัดสินใจ

2.ระบบสารสนเทศทางธุรากิจคืออะไร มีบทบาทอย่างไรต่อองค์กรหรือภาคธุรกิจจงอธิบาย
ตอบ    ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ทั้งองค์การ สามารถประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับปฏิบัติงานและระดับบริหาร โดยเราสามารถจำแนกระบบสารสนเทศตามหน้าที่ทางธุรกิจตามหน้าที่
บทบาทสำคัญต่อองค์กรหรือภาคธุรกิจทั่วไป  ผู้เขียน จำลอง ปัดทอง

3.วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่ธุรกิจนำระบบสารสนเทศทางการบัญชีเเละการเงินมาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านใด จงสรุปมาพอเข้าใจ
ตอบ    ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี ปัจจุบันงานของนักบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยทำให้มีการพัฒนาชุดคำสั่งสำเร็จรูปหรือชุดคำสั่ง เฉพาะสำหรับช่วยในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความถูกต้องใน การทำงานแก่ผู้ใช้ ทำให้นักบัญชีมีเวลาในการปฏิบัติงานเชิงบริหารมากขึ้น เช่น การออกแบบและพัฒนาระบบงาน พัฒนาระบบงบประมาณและระบบข้อมูลสำหรับผู้บริหาร เป็นต้น
         
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน เป็นระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น สำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางด้านการเงินขององค์การ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมทางด้านการเงิน เพื่อให้การจัดการทางการเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
4.วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่ธุรกิจนำระบบสารสนเทศด้านการตลาดและการขาย เพื่อประโยชน์ทางด้านใน จงสรุปมาพอเข้าใจ
ตอบ ระบบสารสนเทศเพื่อการตลาดและการขายมีหน้าที่หลักทางการขายและการตลาด การวางแผนเกี่ยวกับตัวสินค้าเป็นต้นว่าความสามารถในการผลิต แนวโน้ม สินค้า การกำหนดช่องทางการจำหน่ายสินค้าเช่น  สถานที่  ผู้จัดจำหน่าย  การขนส่ง  การกำหนดราคาสินค้าเช่น การให้ส่วนลด ต้นทุนการผลิต ผลกำไรและการกำหนดรูปแบบการส่งเสริมการขายเช่น การโฆษณา  การลดราคา

5.ระบบทันเวลาพอดี (Just-In-Time:JIT) คืออะไร เหมาะสมกับธุรกิจประเภทใดและเป้าหมายของการผลิตของระบบ JIT อยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
ตอบ   การผลิตแบบ Just In Time หรือ JIT  คือ การผลิตหรือการส่งมอบสิ่งของที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ด้วยจำนวนที่ต้องการ โดยใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นเครื่องกำหนดปริมาณการผลิตและการใช้วัตถุดิบ ซึ่งหมายรวมถึงบุคคลากรในส่วนงานต่าง ๆ ที่ต้องการงานระหว่าง หรือวัตถุดิบ เพื่อให้เกิดการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้วัสดุคงคลังที่ไม่จำเป็นในรูปของวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป กลายเป็นศูนย์ โดยวัตถุประสงค์ของการผลิตแบบทันเวลาพอดีคือ
เหมาะกับธุรกิจประเภท โรงงานอุตสาหกรรม
กำหนดคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เขียนแผนผังคุณค่าของผลิตภัณฑ์หลัก ทำให้การผลิตไหลลื่นสร้างกลไกการดึงงาน เพื่อลดการผลิตมากเกินไปพัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบ ต้นทุนการผลิตอยู่ภายใต้การควบคุมเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรในองค์การสู่ความเป็นเลิศในการผลิต
 6.MRP
คืออะไรเป็นระบบที่มีลักษณะอย่างไรเหมาะกับธุรกิจประเภทใด
ตอบ  การใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการควบคุมวัสดุและการวางแผนการผลิต ระบบวางแผนความต้องการวัสดุจะพิจารณาความต้องการวัสดุจนถึงระดับผลิตภัณฑ์ โดยคำนวณความต้องการส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อจัดการสั่งผลิตหรือสั่งซื้อส่วนประกอบนั้นๆ นอกจากนี้ ระบบวางแผนความต้องการวัสดุยังทำหน้าที่เป็นกลไกในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตารางการผลิตเมื่อมีการทบทวนแผนงาน และเป็นระบบที่ใช้ในงานบริหารการผลิตในธุรกิจประเภทอุตสาหกรรมการผลิต เป็นระบบที่ช่วยในการวางแผนเกี่ยวกับความต้องการใช้วัตถุดิบว่าใช้ในช่วงใดบ้าง ปริมาณเท่าใด และนำไปใช้ในเงื่อไขอะไร (ผลิต-ขาย)ให้ปริมาณสินค้าคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
 7.HRIS ช่วยการดำเนินการของฝ่ายบุคลากร ได้อย่างไรบ้าง
ตอบ  1. ระบบงานด้านการคำนวณเงินเดือนช่วยในการบริหารเงินเดือน ค่าตอบแทน และภาษี โดยที่ระบบจะทำการคำนวณอัตโนมัติ
      2.ระบบการสรรหาบุคลากรเป็นระบบที่บันทึกข้อมูลการสมัครงาน สามารถสร้างแบบฟอร์มการทดสอบ, แบบฟอร์มสำหรับการสัมภาษณ์งานได้ และเมื่อพนักงานผ่านการคัดเลือกแล้ว ก็สามารถโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบรวมได้โดยอัตโนมัติ
  ระบบงานวางแผนกำลังคนแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของอัตรากำลัง อัตราการเข้า - ออกของบุคลากร
       3.
ระบบงานทะเบียนประวัติช่วยในการเก็บข้อมูลด้านประวัติส่วนตัวของบุคลากร ประวัติการทำงาน ฯลฯ ซึ่งระบบอื่นๆ สามารถดึงข้อมูลไปใช้ร่วมกันได้
                
 8.ระบบสารสนเทศมีส่วนช่วยในการติดต่อสื่อสาร อย่างไรบ้าง
ตอบ    เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีส่วนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว มีการทำกิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันง่ายขึ้น
 9.ข้อมูลภายนอกซึ่งเป็นปัจจัยมีผลต่อการบริหารการเงินของธุรกิจได้แก่อะไรบ้าง 
ตอบ    ข้อมูลทางด้านศรษฐกิจและการเงินสังคม 
การเมือง และปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น  อัตราแลกเปลี่ยน  อัตราดอกเบี้ย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

10.ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์คือระบบใด มีลักษณะอย่างไรและธุรกิจได้ประโยชน์อะไรบ้างจากระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ ระบบสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนทางด้านกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร มีลักษณะสำคัญ คือ สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจของหน่วยงานได้อย่างขนาดใหญ่ซึ่งนั้นก็คือสามารถทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ระบบ SIS ทำเช่นนี้ได้โดยการกำหนดเป้าหมายของหน่วยงาน หรือในการช่วยเพิ่มสมรรถนะและผลผลิตได้อย่างมาก ระบบ SIS อาจมีลักษณะมองออกไปข้างนอกคือความสนใจต่อลูกค้าหรือมองเข้ามาข้างในคือให้ความสนใจต่องค์กรเอง การมองไปข้างนอกเป็นการมุ่งที่การแข่งขันในตลาด

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

1.เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจและธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว  ส่ง        ผลต่อมูลค่าทางธุรกิจมากมายให้มากมายให้แก่ภาคธุรกิจ  จงยกตัวอย่างมูลค่าทางธุรกิจที่ได้รับจาก      การนำเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมมาใช้
ตอบ เพิ่มช่องทางในการขยายตลาด เช่น การเปิดร้านค้าออนไลน์ ซึ่งสามารถให้บริการกับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถขายสินค้าได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
2.จงสรุปความความท้าทายในการใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ตอบ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของลูกค้าของคุณ ลูกค้าต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น การเข้าถึงข้อมูลได้ทันที และประสบการณ์ การใช้งานที่ดีขึ้น
3.สรุปความแตกต่างของเครือข่าย LAN , WAN , CAN , MAN มาให้เข้าใจ
ตอบ  LAN คือระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เป็นระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์กที่ใช้เชื่อมต่อกันในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร
          WAN คือระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นระบบเน็ตเวิร์กที่มีการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ
          CAN  คือระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ทำให้สำนักงานของมหาวิทยาลัย หรือองค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้
          MAN คือระบบเครือข่ายขนาดกลาง เป็นระบบเน็ตเวิร์กที่ต้องอาศัย  โครงข่ายการสื่อสารของผู้ให้บริการ        
4.จงอธิบายคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลต่อไปนี้มาอย่างเข้าใจ
ตอบ    4.1 Telecommunication การติดต่อสื่อสารด้วยการรับส่งข้อมูล ข่าวสารระหว่างตัวแปรผล
            4.2 Medium  เส้นทางทางกายภาพในการนำเสนอข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ
            4.3 Protocol  ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ หรือภาษากลางในการสือสารระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
            4.4 WWW  เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก เรียกย่อๆว่าเว็ป 
            4.5 Internet  เครือข่ายนานาชาติที่เกิดจากเครือขายเล็กๆมากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก
            4.6 Extranet  ระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรืออินทราเน็ต เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร
            4.7 File Transfer Protocol  โปรโตคอลเครือข่ายชนิดหนึ่ง ถูกนำมาใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
            4.8 Client เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไปร้องขอบริการและรับบริการอย่างใดอย่างหนึ่งจาก server 
            4.8 Server เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้บรการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
            4.9 Web Brower  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็ป 
            4.10 Router  อุปการณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายอย่างหนึ่ง

5.
สื่อกลางข้อมูลแบบมีสายประกอบไปด้วยสายสัญญาณอะไรบ้าง
ตอบ1.สายคู่บิดเกลียว (Twisted pair)
           1.1.สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน
           1.2.สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน
        2.สายโคแอกเชียล(Coaxial)
        3.เส้นใยนำแสง(Fiber  optic)

6.
สื่อกลางข้อมูลแบบไร้สายประกอบด้วยอะไรบ้าง
ตอบ1.คลื่นวิทยุ (Radio Wave)
        2.สัญญาณไมโครเวฟ(Microwave)
        3.อินฟราเรด(Infraed)
        4.ดาวเทียม(Satilite)
        5.บลูทูธ(Bluuetooth)

7.ผู้เรียนคิดว่าเครืองข่ายสถาบันการศึกษา  หรือองค์กรที่สังกัดอยู่ประกอบไปด้วยเครือข่ายชนิดใดบ้าง
ตอบ ระบบอินทราเน็ต (Intranet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้สื่อสารภายในกลุ่มขององค์กรนั้น โดยอาศัยเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต (Inernet) เป็นพื้นฐาน
8.ยกตัวอย่างอุปกรณ์ในระบบ (LAN) ที่พบเห็นในองค์กรธุรกิจ มา 2 ตัวอย่างพร้อมบอกประโยชน์ที่ได้รับ    จากอุปกรณ์นั้นๆ
ตอบ  ตัวอย่างที่ 1 คือ เราเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้
ตัวอย่างที่ 2 คือ สายสัญญาณเป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย
9.เครือข่ายอินเทอร์เน็ต  เครือข่ายอินทราเน็ต และเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต มีความเหมือนกันหรือต่างกัน      อย่างไร
ตอบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัย โครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล 
        เครื่อข่ายอินทราเน็ต คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอรืแบบภายในองค์กร ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โพรโทคอล เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็ปไซต์และใช้เว็ปเบราว์เซอร์ได้
        เครือข่ายเอกซ์ทราเน็ต คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร

10.ยกตัวอย่างบริการบนระบบเครืองข่ายอินเทอร์เน็ตที่ธุรกิจสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจ      มา 3 บริการ พร้อมบอกเหตุผลประกอบว่า นำมาประยุกต์ใช้อย่างไร
ตอบ 
1 e-mail ช่วยในการส่งข้อมูลหรือเอกสารต่างๆผ่านระบบ e-mail ซึงทำให้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นe-mail นำมาประยุกใช้ในการส่งเอกสาร โดยไม่ต้องส่งไปเป็นกระดาษ

2 facebookเป็นเครืองข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นการประชาสมพันให้การขายสินค้าหรือโปรโมตต่างๆ

นาย จิรวัฏ อยู่เป็นสุข 5712103002027
สรุปบทที่ 1
บทบาทการใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการธุรกิจ
                จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ จะพบว่าธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ต้องอาศัยวิธีการและกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต้องมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี  จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเนื่องจากมีราคาไม่แพงจนเกินไป ประกอบกับสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลากหลายชนิดธุรกิจปัจจุบันจึงได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานและถือว่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในองค์กรทำให้องค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดได้
1.1) ความหมายและการจัดการธุรกิจ
                การจัดการ (Management) หมายถึง ชุดของหน้าที่ต่างๆ ที่กำหนดทิศทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร
                ในการจัดการธุรกิจนอกจากหน้าที่ทางการจัดการแล้ว ผู้บริหารยังต้อมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมพื้นฐานของธุรกิจ หรือมีหน้าที่ทางธุรกิจ 4 ด้าน คือ หน้าที่ด้านการผลิตและปฏิบัติการ การตลาด การเงินและการบัญชี และด้านทรัพยากรบุคคล อย่างไรก็ตามหน้าที่แต่ละหน้าที่ในหน้าที่ทางการจัดการและทางธุรกิจจีความสำคัญแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้บริหาร ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้
                1.1.1) ประเภทผู้บริหารแบ่งตามระดับการจัดการ
                                1.) ผู้บริหารระดับสูง
                                2.) ผู้บริหารระดับกลาง                    
                          3.) ผู้บริหารระดับล่าง
                1.1.2) ประเภทของผู้บริหารแบ่งตามหน้าที่งาน
                                1.) ผู้บริหารการผลิต                         
                            2.) ผู้บริหารด้านการตลาด
                                3.) ผู้บริหารการเงิน
                         4.) ผู้บริหารทรัพยากรบุคคล                         
                             5.) ผู้บริหารทั่วไป

1.2) วิวัฒนาการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
                เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ มีวิวัฒนาการมาเป็นระยะๆทั้งนี้เป็นผลมาจากการคิดค้นและปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ทำงานดีขึ้น ดั้งนั้นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจย่อมจะต้องขึ้นกับวามก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งพัฒนาการการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจในที่นี้จำแนกตามแนวคิดของสคูลทิลและซัมเมอร์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ยุค ดังนี้
                1.2.1) ยุคประมวลผลข้อมูลหรือยุคดีพี (Data Processing Era : DP Era)สามารถสรุปได้เป็น 6 ประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
                1.) ลักษณะการใช้งานทั่วไป เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยงานด้านการประมวลผลข้อมูลหรือที่เรียกว่า ระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลรายการธุรกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเป็นจำนวนมากๆ
                2.) จุดมุ่งหมายของการใช้คอมพิวเตอร์ในยุคประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทั้งนี้เนื่องจากคุณสมบัติการประมวลผลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วของคอมพิวเตอร์
                3.) รูปแบบของการประมวลผลข้อมูล ในระยะแรกมักจะทำงานแบบแบตซ์ แต่ในระยะต่อมามีแบบการทำงานแบบออนไลน์มากขึ้น โดยการประมวลผลแบบแบตซ์นั้นจะมีการรวบรวมข้อมูลจำนวนหนึ่งเพื่อรอประมวลผลในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างกับแบบออนไลน์ที่เมื่อมีข้อมูลเข้ามาจะถูกส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการประมวลผลทันที
                4.) เทคโนโลยีในยุคประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้ในยุคประมวลผลข้อมูลมักจะเป็นเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งหน่วยงานขนาดใหญ่โดยส่วนใหญ่จะใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นหลักในการทำงาน นอกจากนั้นก็มี มินิคอมพิวเตอร์ซึ่งนิยมใช้กับองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
                5.) การบริหารจัดการงานคอมพิวเตอร์ องค์กรธุรกิจที่ใช้คอมพิวเตอร์ยุคประมวลผลข้อมูลเป็นลักษณะแบบรวมอำนาจ สำหรับองค์การขนาดใหญ่มักจะมีการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ หรืออาจจะเป็นฝ่ายคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรขนาดเล็กลงมา
                   6.) การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบสารสนเทศในยุคประมวลผลข้อมูลซอฟต์แวร์สำเร็จเพื่อนำไปใช้งานมีน้อยมากจึงต้องพัฒนาขึ้นเองโดยเป็นหน้าที่ของศุนย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญในภาษาคอมพิวเตอร์และการพัฒนาระบบงาน
                1.2.2) ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุคไอที
                1.) ลักษณะการใช้งานทั่วไป จากการที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเกิดขึ้น ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์แพร่หลายในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้น ธุรกิจขนาดเล็กและบุคคลทั่วไปสามารถหาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานของตัวเองในราคาที่ไม่แพง
                2.) การประยุกต์ในงานด้านอื่นๆ ในปัจจุบันมีการประยุกต์คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานประมวลผลข้อมูลหรืองานที่เกี่ยวกับตัวเลขเท่านั้นได้แก่
                2.1) การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานด้านเอกสาร งานธุรการและงานอื่นๆ
                2.2) การใช้งานคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านการออกแบบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและมีคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า
                2.3) การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน
                3.) ระบบสารสนเทศในธุรกิจ มีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดทำระบบสารสนเทศภายในหน่วยงาน ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการประมวลผลที่ถูกต้องมีความแม่นยำสูง ซึ่งจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยจัดการรายการค้าและข้อมูลที่เกิดจาดธุรกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงาน เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล สรุปผลข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มนแต่ละวัน
                4.) โปรแกรมสำเร็จรูป ในยุคนี้โปรแกรมสำเร็จรูปมากมายซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป โดยที่ผู้ใช้ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ ผู้ใช้สามารถหาซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อมาใช้งานได้ในทันที
                5.) การบริหารจัดการคอมพิวเตอร์ หน่วยงานย่อยในธุรกิจมักมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้ใช้งานภายในหน่วยงาน จะเป็นทั้งผู้ดูแลข้อมูลและอุปกรณ์ภายในงานของตน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
1.2.3) ยุคเครือข่ายหรือยุคเน็ตเวิร์ค
                ยุคเครือข่ายเป็นยุคที่มีการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ากับเทคโนโลยีโทรคมนาคมเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเครือข่าย ระบบเครือข่ายที่รู้จักกันโดยทั่วไปซึ่งมีขนาดใหญ่คือ
ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นระบบที่อยู่เฉพาะในแวดวงการศึกษาเท่านั้น แต่ต่อมาได้ขยายออกไปสู่วงการอื่น โดยเฉพาะด้านธุรกิจ
1.3) ลักษณะการใช้งานคอมพิวเตอร์ในธุรกิจ
                ถึงแม้ว่าแต่ละธุรกิจจะมีการแบ่งโครงสร้างขององค์กรที่แตกต่างกัน แต่การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้
                1.3.1) การใช้คอมพิวเตอร์ในภารกิจหลักของธุรกิจ
                          การใช้งานลักษณะนี้เป็นการใช้ทำงานระดับองค์กรในงานหลักของธุรกิจโดยการประยุกต์กับงานด้านต่างๆภายในองค์กร ได้แก่ งานการขายและการตลาด งานเงินและการบัญชี งานการผลิต และงานบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
                1.3.2) การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานร่วมกัน
                          วงการธุรกิจที่มีบุคลากรด้านต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีการติดต่อประสานงาน หรือร่วมงานกัน กิจกรรมในการทำงานร่วมกันประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ดังนี้
1.)        การติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดข้อมูลและข่าวสารไปสู่สมาชิกในกลุ่ม
2.)        การปฏิสัมพันธ์ เป็นการติดต่อสื่อสารกลับไปกลับมาระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในกลุ่มคณะทำงาน
3.)        การตัดสินใจและการแก้ปัญหา จะเป็นการระดมความคิดของสมาชิกในกลุ่มเพื่อช่วยกันตัดสินใจหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจ
1.3.4) การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานส่วนบุคคล
                เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการทำงานของบุคลากรแต่ละคนในองค์กร เช่น
1.)        งานด้านการพิมพ์และจัดทำเอกสาร
2.)        งานด้านการจัดทำจดหมาย
3.)        งานด้านการคำนวณ
4.)        งานด้านการนำเสนอ
5.)        งานด้านการจัดการข้อมูล
6.)        งานด้านการนัดหมาย
1.4) การใช้คอมพิวเตอร์ในระดับบริหาร
                สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในระดับผู้บริหารนั้นสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในงานสารสนเทศเพื่อการบริหารในแต่ละระดับของการบริหารองค์การตามหน้าที่พื้นฐานของธุรกิจ และตามสายงานของธุรกิจ นอกจากนี้การใช้งานคอมพิวเตอร์ยังคำนึงถึงความจำเป็นของสารสนเทศต่องานบริหาร และการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างสารสนเทศเพื่อการบริหารโดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียดดังนี้
                1.4.1) การใช้สารสนเทศเพื่องานบริหาร
                                โครงสร้างของระบบสารสนเทศในธุรกิจที่จัดแบ่งตามโครงสร้างการบริหารงานในองค์การธุรกิจนั้นแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ระบบสารสนเทศตามระดับการบังคับบัญชาและระบบสารสนเทศตามสายงานธุรกิจหรือตามหน้าที่พื้นฐานทางธุรกิจ
                1.4.2) ความจำเป็นของสารสนเทศต่องานบริหาร
                                การที่ผู้บริหารจะปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ให้ได้ผลดีจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีข้อมูลหรือสารสนเทศที่มีความถูกต้องและทันสมัยเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบว่าขณะนั้นเกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงาน
                1.4.3) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อในการสร้างสารสนเทศเพื่อการบริหาร
                                โดยส่วนใหญ่และจะเป็นการนำเสนอในลักษณะสรุปผลเพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ สำหรับการวางแผนและตัดสินใจ


1.5) การใช้สารสนเทศในระดับกลยุทธ์
                สารสนเทศที่ใช้ในระดับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองผู้บริหารระดับสูง มักเป็นสารสนเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ สารสนเทศเกี่ยวกับการลงทุน  การเพิ่มสัดส่วนตลาดเพื่อให้มีกำรากขึ้นสารสนเทศระดับกลยุทธ์มักเป็นสารสนเทศที่ช่วยผู้บริหารใช้ในการวางแผนระยะยาวซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานในระดับกลาง และระดับล่างต่อไป
                1.5.1) คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
                                ผู้ใช้สารสนเทศในระดับกลยุทธ์ มักจะเป็นผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อองค์กรในภาพรวมทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นระดับกลยุทธ์มีคุณลักษณะ 5 ประการต่อไปนี้
1.)        เป็นสารสนเทศที่มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2.)        เป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง
3.)        เป็นสารสนเทศที่ใช้ในการพยากรณ์หรือประมาณการ
4.)        เป็นสารสนเทศที่จัดทำในรูปเชิงสรุป
5.)        เป็นข้อมูลที่ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์
1.5.2) แหล่งที่มาของสารสนเทศเพื่อการวางงแผลกลยุทธ์
                1.) สื่อสารมวลชน
                2.) การสำรวจหรือการวิจัยต่างๆ
                3.) สมาคมหรือสถาบันต่างๆ
                4.) การพูดคุยหรือพบปะสังสรรค์
                5.) ห้องสมุดหรือศูนย์บริการข้อมูล
                6.) การใช้บริการฐานข้อมูลเชิงพาณิช
                7.) อินเทอร์เน็ต
1.5.3) การรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการวางแผนกลยุทธ์
                สำหรับการรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศในระดับกลยุทธ์มีได้ดังนี้
1.)        การบันทึกเทป
2.)        การทำกฤตภาค
3.)        การจัดทำเป็นดัชนี
1.5.4) ตัวอย่างการสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
                1.) กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อจัดทำแผนซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานขององค์กรทั้งนี้เพื่อให้องค์สามารถจัดหาเงินทุนจากแหล่งต่างๆ ในต้นทุนที่ต่ำให้เพียงพอ
                2.) การพยากรณ์ทางการเงินในระยะยาว เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุน ควรจะจัดหาทุนจากแหล่งใด จำนวนใด ข้อมูลต้นทุนของเงินที่จัดหามา ข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมทุนในการลงทุน
                3.) กลยุทธ์ทางการตลาด จุดมุ่งหมายก็เพื่อกำหนดแผนงานและนโยบายด้านการตลาดของกิจการ
1.5.5) กลยุทธ์ทางการผลิต
ต้องคำนึงถึงแผนการลงทุนระยะยาวเกี่ยวกับการผลิต ได้แก่ การเลือกที่ตั้งโรงงานผลิต ความพร้อมและความสะดวกด้านสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ การเลือกสินค้าที่ผลิต เป็นต้น
1.5.6) กลยุทธ์ทางทรัพยากรบุคคล
                                เป็นการจัดทำและรวบรวมสารสนเทศ เพื่อให้องค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานในองค์กรในอนาคต ประกอบด้วยนโยบายการจ้างพนักงาน นโยบายเกี่ยวกับอัตราจ้างและค่าแรง นโยบายผลตอบแทนและสวัสดิการ เป็นต้น
1.6) การใช้สารสนเทศในระดับยุทธวิธี
                สารสนเทศในระดับยุทธวิธีประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ
                1.6.1) คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธี แบ่งออกเป็น 4 ประการ ดังนี้
1.)        คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธีเป็นสารสนเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อผู้บริหารระดับกลาง
2.)        สารสนเทศภายในจะเกิดจากข้อมูลระดับปฏิบัติการที่จัดทำ
3.)        เป็นลักษณะเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการสนับสนุนผู้บริหาร
4.)        เป็นสารสนเทศที่มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร

1.6.2) แห่งที่มาและการจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธี
1.             สารสนเทศทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับข้อมูลจากภายนอกองค์กรจะมีรายละเอียดเช่นเดียวกับสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์ ส่วนข้อมูลภายในองค์กรมักมาจากข้อมูลในระดับปฏิบัติการ
2.             ข้อมูลด้านบุคลากร ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของบุคลากร ประวัติการทำงาน การศึกษา อายุ อัตราค่าจ้าง เงินเดือน เป็นต้น
1.7) การใช้สารสนเทศในระดับปฏิบัติการ
                การใช้สารสนเทศในระบบปฏิบัติการนั้น มีวัตถุประสงค์ในการใช้สารสนเทศในการปฏิบัติงานระดับล่างโดยแบ่งเป็นประเด็นต่อไปนี้
                1.7.1) คุณลักษณะของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการ
                                จุดประสงค์ของการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นการนำแผนยุทธวิธีมาขยายขั้นตอนและรายละเอียดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแผนยุทธวิธี ผู้ที่จัดทำแผนปฏิบัติการคือผู้บริหารระดับล่าง ได้แก่ หัวหน้างาน หัวหน้าแผนก
                1.7.2) แหล่งที่มาของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการ
 สำหรับแหล่งที่มาของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการจะมาจากภายในองค์กรในระดับปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจโดยการเก็บรวบรวมรายการค้าที่เกิดขึ้นประจำวันของธุรกิจ
                1.7.3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมจะเป็นการเก็บรวบรวมในรูปของการใช้คอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นแฟ้มข้อมูลหรือฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน
                1.7.4) ตัวอย่างการใช้สารสนเทศในการวางแผนปฏิบัติการ
1.             สำหรับงานขายและการตลาด
2.             สำหรับงานบัญชีและการเงิน
3.             สำหรับงานผลิต
1.8) การใช้คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
                คอมพิวเตอร์สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในองค์กรธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้ 3 ลักษณะ
                1.8.1) คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงประสิทธิผลของงานและการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
                                การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในองค์กรธุรกิจ ไม่เพียงแต่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิผลของงานในองค์กรดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวแต่การใช้คอมพิวเตอร์ยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จะช่วยทำให้องค์กรธุรกิจประหยัดขึ้นทันทีด้วย
                1.8.2)การใช้คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงคุณภาพและลักษณะของสินค้าและบริการ
                                การส่งมอบสินค้าและบริการตลอดจนคุณภาพและลักษณะของตัวสินค้าและบริการได้การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยปรับปรุงคุณภาพการผลิตในสายการผลิตสินค้าในปัจจุบันที่สามารถพบเห็นได้บ่อยคือ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและผลิตสินค้าตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
                1.8.3) คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
                                การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในองค์กรธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ดีขึ้นด้วย ตัวอย่างการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจที่เป็นผลมาจากการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาในองค์กรก็คือ การปรับรื้อระบบ
1.9) คอมพิวเตอร์กับการสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้นทางธุรกิจ
                สามารถผลิตสินค้าบริการ และกระบวนการใหม่ๆ ได้ไม่ยาก โดยคอมพิวเตอร์จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรขององค์กรดังกล่าวสามารถคิดริเริ่ม และจินตนาการของตนเพื่อการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ
                1.9.1) คอมพิวเตอร์กับสิ่งใหม่ทางธุรกิจ
                                คอมพิวเตอร์จะช่วยให้การประดิษฐ์คิดค้น สินค้าและบริการใหม่ๆสามารถจะกระทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก โดยปัจจัยการออกแบบสินค้าตัวใหม่มักนิยมกระทำกันบนระบบคอมพิวเตอร์
                1.9.2) คอมพิวเตอร์กับตลาดหรือช่องทางธุรกิจแนวใหม่
                                ตลาดและช่องทางธุรกิจ จัดเป็นส่วนประกอบในการทำธุรกิจที่สำคัญ เนื่องจากตลาดและช่องทางธุรกิจคือแหล่งที่มาของรายได้และกำไรในระบบธุรกิจ หากธุรกิจใดมีสินค้าแต่ไม่มีตลาด หรือธุรกิจใดไม่มีช่องทางในการทำธุรกิจ ธุรกิจนั้นก็อาจจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีรายได้และกำไร
1.10) สรุป
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ จะพบว่าธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ต้องอาศัยวิธีการและกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต้องมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี  จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเนื่องจากมีราคาไม่แพงจนเกินไป ประกอบกับสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลากหลายชนิดธุรกิจปัจจุบันจึงได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานและถือว่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในองค์กรทำให้องค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดได้ โดยคอมพิวเตอร์สามารถเข้ามามีบทบาทในระดับผู้บริหารระดับสูง และระดับปฏิบัติการ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในองค์กรจะช่วยให้ลดต้นทุนในการดำเนินงาน การเพิ่มรูปแบบการบริหารที่หลากหลายและรวดเร็ว การเพิ่มผลผลิตในองค์กร เพิ่งศักยภาพในการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เครือข่าย รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน เช่น การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การประชุมทางไกล ฯลฯ


นาย จิรวัฏ อยู่เป็นสุข 5712103002027