การจัดการด้วยคอมพิวเตอร์
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559
แบบฝึกหัดบทที่4
1.ข้อมูลและสารสนเทศแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ สารสนเทศ
นำข้อมูลที่ได้ผ่านการตัดสินใจ และนำไปใช้ แต่ในส่วนของ ข้อมูล
จะเป็นส่วนของข้อเท็จจริง ยังไม่ได้ผ่านการตัดสินใจ
2.ระบบสารสนเทศทางธุรากิจคืออะไร
มีบทบาทอย่างไรต่อองค์กรหรือภาคธุรกิจจงอธิบาย
ตอบ ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ
โดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ
ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ทั้งองค์การ
สามารถประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับปฏิบัติงานและระดับบริหาร
โดยเราสามารถจำแนกระบบสารสนเทศตามหน้าที่ทางธุรกิจตามหน้าที่
บทบาทสำคัญต่อองค์กรหรือภาคธุรกิจทั่วไป ผู้เขียน จำลอง ปัดทอง
3.วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่ธุรกิจนำระบบสารสนเทศทางการบัญชีเเละการเงินมาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านใด
จงสรุปมาพอเข้าใจ
ตอบ
ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี ปัจจุบันงานของนักบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมาก
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยทำให้มีการพัฒนาชุดคำสั่งสำเร็จรูปหรือชุดคำสั่ง
เฉพาะสำหรับช่วยในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล
ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความถูกต้องใน การทำงานแก่ผู้ใช้
ทำให้นักบัญชีมีเวลาในการปฏิบัติงานเชิงบริหารมากขึ้น เช่น
การออกแบบและพัฒนาระบบงาน พัฒนาระบบงบประมาณและระบบข้อมูลสำหรับผู้บริหาร เป็นต้น
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน เป็นระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น สำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางด้านการเงินขององค์การ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมทางด้านการเงิน เพื่อให้การจัดการทางการเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน เป็นระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น สำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางด้านการเงินขององค์การ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมทางด้านการเงิน เพื่อให้การจัดการทางการเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
4.วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่ธุรกิจนำระบบสารสนเทศด้านการตลาดและการขาย
เพื่อประโยชน์ทางด้านใน จงสรุปมาพอเข้าใจ
ตอบ ระบบสารสนเทศเพื่อการตลาดและการขายมีหน้าที่หลักทางการขายและการตลาด
การวางแผนเกี่ยวกับตัวสินค้าเป็นต้นว่าความสามารถในการผลิต แนวโน้ม สินค้า
การกำหนดช่องทางการจำหน่ายสินค้าเช่น สถานที่ ผู้จัดจำหน่าย
การขนส่ง การกำหนดราคาสินค้าเช่น การให้ส่วนลด ต้นทุนการผลิต
ผลกำไรและการกำหนดรูปแบบการส่งเสริมการขายเช่น การโฆษณา การลดราคา
5.ระบบทันเวลาพอดี (Just-In-Time:JIT)
คืออะไร
เหมาะสมกับธุรกิจประเภทใดและเป้าหมายของการผลิตของระบบ JIT อยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
ตอบ การผลิตแบบ Just In Time หรือ JIT คือ
การผลิตหรือการส่งมอบสิ่งของที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ด้วยจำนวนที่ต้องการ
โดยใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นเครื่องกำหนดปริมาณการผลิตและการใช้วัตถุดิบ
ซึ่งหมายรวมถึงบุคคลากรในส่วนงานต่าง ๆ ที่ต้องการงานระหว่าง หรือวัตถุดิบ เพื่อให้เกิดการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งจะทำให้วัสดุคงคลังที่ไม่จำเป็นในรูปของวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป
กลายเป็นศูนย์ โดยวัตถุประสงค์ของการผลิตแบบทันเวลาพอดีคือ
เหมาะกับธุรกิจประเภท โรงงานอุตสาหกรรม
กำหนดคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เขียนแผนผังคุณค่าของผลิตภัณฑ์หลัก ทำให้การผลิตไหลลื่นสร้างกลไกการดึงงาน เพื่อลดการผลิตมากเกินไปพัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบ ต้นทุนการผลิตอยู่ภายใต้การควบคุมเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรในองค์การสู่ความเป็นเลิศในการผลิต
6.MRP คืออะไรเป็นระบบที่มีลักษณะอย่างไรเหมาะกับธุรกิจประเภทใด
เหมาะกับธุรกิจประเภท โรงงานอุตสาหกรรม
กำหนดคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เขียนแผนผังคุณค่าของผลิตภัณฑ์หลัก ทำให้การผลิตไหลลื่นสร้างกลไกการดึงงาน เพื่อลดการผลิตมากเกินไปพัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบ ต้นทุนการผลิตอยู่ภายใต้การควบคุมเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรในองค์การสู่ความเป็นเลิศในการผลิต
6.MRP คืออะไรเป็นระบบที่มีลักษณะอย่างไรเหมาะกับธุรกิจประเภทใด
ตอบ การใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการควบคุมวัสดุและการวางแผนการผลิต
ระบบวางแผนความต้องการวัสดุจะพิจารณาความต้องการวัสดุจนถึงระดับผลิตภัณฑ์
โดยคำนวณความต้องการส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ในแต่ละช่วงเวลา
เพื่อจัดการสั่งผลิตหรือสั่งซื้อส่วนประกอบนั้นๆ นอกจากนี้
ระบบวางแผนความต้องการวัสดุยังทำหน้าที่เป็นกลไกในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตารางการผลิตเมื่อมีการทบทวนแผนงาน
และเป็นระบบที่ใช้ในงานบริหารการผลิตในธุรกิจประเภทอุตสาหกรรมการผลิต
เป็นระบบที่ช่วยในการวางแผนเกี่ยวกับความต้องการใช้วัตถุดิบว่าใช้ในช่วงใดบ้าง
ปริมาณเท่าใด และนำไปใช้ในเงื่อไขอะไร
(ผลิต-ขาย)ให้ปริมาณสินค้าคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
7.HRIS ช่วยการดำเนินการของฝ่ายบุคลากร
ได้อย่างไรบ้าง
ตอบ 1. ระบบงานด้านการคำนวณเงินเดือนช่วยในการบริหารเงินเดือน
ค่าตอบแทน และภาษี โดยที่ระบบจะทำการคำนวณอัตโนมัติ
2.ระบบการสรรหาบุคลากรเป็นระบบที่บันทึกข้อมูลการสมัครงาน
สามารถสร้างแบบฟอร์มการทดสอบ, แบบฟอร์มสำหรับการสัมภาษณ์งานได้
และเมื่อพนักงานผ่านการคัดเลือกแล้ว
ก็สามารถโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบรวมได้โดยอัตโนมัติ
ระบบงานวางแผนกำลังคนแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของอัตรากำลัง
อัตราการเข้า - ออกของบุคลากร
3.ระบบงานทะเบียนประวัติช่วยในการเก็บข้อมูลด้านประวัติส่วนตัวของบุคลากร ประวัติการทำงาน ฯลฯ ซึ่งระบบอื่นๆ สามารถดึงข้อมูลไปใช้ร่วมกันได้
3.ระบบงานทะเบียนประวัติช่วยในการเก็บข้อมูลด้านประวัติส่วนตัวของบุคลากร ประวัติการทำงาน ฯลฯ ซึ่งระบบอื่นๆ สามารถดึงข้อมูลไปใช้ร่วมกันได้
8.ระบบสารสนเทศมีส่วนช่วยในการติดต่อสื่อสาร
อย่างไรบ้าง
ตอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มีส่วนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น
ทำให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว
มีการทำกิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันง่ายขึ้น
9.ข้อมูลภายนอกซึ่งเป็นปัจจัยมีผลต่อการบริหารการเงินของธุรกิจได้แก่อะไรบ้าง
ตอบ
ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจและการเงินสังคม
การเมือง
และปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
เป็นต้น
10.ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์คือระบบใด
มีลักษณะอย่างไรและธุรกิจได้ประโยชน์อะไรบ้างจากระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ ระบบสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนทางด้านกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร
มีลักษณะสำคัญ คือ สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจของหน่วยงานได้อย่างขนาดใหญ่ซึ่งนั้นก็คือสามารถทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
ระบบ SIS ทำเช่นนี้ได้โดยการกำหนดเป้าหมายของหน่วยงาน
หรือในการช่วยเพิ่มสมรรถนะและผลผลิตได้อย่างมาก ระบบ SIS อาจมีลักษณะมองออกไปข้างนอกคือความสนใจต่อลูกค้าหรือมองเข้ามาข้างในคือให้ความสนใจต่องค์กรเอง
การมองไปข้างนอกเป็นการมุ่งที่การแข่งขันในตลาด
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559
1.เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจและธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว ส่ง
ผลต่อมูลค่าทางธุรกิจมากมายให้มากมายให้แก่ภาคธุรกิจ จงยกตัวอย่างมูลค่าทางธุรกิจที่ได้รับจาก
การนำเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมมาใช้
ตอบ เพิ่มช่องทางในการขยายตลาด เช่น
การเปิดร้านค้าออนไลน์ ซึ่งสามารถให้บริการกับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถขายสินค้าได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
2.จงสรุปความความท้าทายในการใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ตอบ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของลูกค้าของคุณ ลูกค้าต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น การเข้าถึงข้อมูลได้ทันที และประสบการณ์ การใช้งานที่ดีขึ้น
3.สรุปความแตกต่างของเครือข่าย LAN , WAN , CAN
, MAN มาให้เข้าใจ
ตอบ LAN คือระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เป็นระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์กที่ใช้เชื่อมต่อกันในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร
WAN คือระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นระบบเน็ตเวิร์กที่มีการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ
CAN
คือระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ทำให้สำนักงานของมหาวิทยาลัย หรือองค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้
MAN คือระบบเครือข่ายขนาดกลาง เป็นระบบเน็ตเวิร์กที่ต้องอาศัย โครงข่ายการสื่อสารของผู้ให้บริการ
4.จงอธิบายคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลต่อไปนี้มาอย่างเข้าใจ
ตอบ 4.1 Telecommunication การติดต่อสื่อสารด้วยการรับส่งข้อมูล ข่าวสารระหว่างตัวแปรผล
4.2 Medium เส้นทางทางกายภาพในการนำเสนอข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ
4.3 Protocol ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ หรือภาษากลางในการสือสารระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
4.4 WWW เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก เรียกย่อๆว่าเว็ป
4.5 Internet เครือข่ายนานาชาติที่เกิดจากเครือขายเล็กๆมากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก
4.6 Extranet ระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรืออินทราเน็ต เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร
4.7 File Transfer Protocol โปรโตคอลเครือข่ายชนิดหนึ่ง ถูกนำมาใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
4.8 Client เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไปร้องขอบริการและรับบริการอย่างใดอย่างหนึ่งจาก server
4.8 Server เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้บรการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
4.9 Web Brower โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็ป
4.10 Router อุปการณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายอย่างหนึ่ง
5.สื่อกลางข้อมูลแบบมีสายประกอบไปด้วยสายสัญญาณอะไรบ้าง
ตอบ1.สายคู่บิดเกลียว (Twisted pair)
1.1.สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน
1.2.สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน
2.สายโคแอกเชียล(Coaxial)
3.เส้นใยนำแสง(Fiber
optic)
6.สื่อกลางข้อมูลแบบไร้สายประกอบด้วยอะไรบ้าง
ตอบ1.คลื่นวิทยุ (Radio Wave)
2.สัญญาณไมโครเวฟ(Microwave)
3.อินฟราเรด(Infraed)
4.ดาวเทียม(Satilite)
5.บลูทูธ(Bluuetooth)
7.ผู้เรียนคิดว่าเครืองข่ายสถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่สังกัดอยู่ประกอบไปด้วยเครือข่ายชนิดใดบ้าง
ตอบ ระบบอินทราเน็ต (Intranet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้สื่อสารภายในกลุ่มขององค์กรนั้น ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต (Inernet)
เป็นพื้นฐาน
8.ยกตัวอย่างอุปกรณ์ในระบบ (LAN) ที่พบเห็นในองค์กรธุรกิจ มา 2 ตัวอย่างพร้อมบอกประโยชน์ที่ได้รับ
จากอุปกรณ์นั้นๆ
ตอบ ตัวอย่างที่ 1 คือ เราเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้
ตัวอย่างที่ 2 คือ
สายสัญญาณเป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย
9.เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครือข่ายอินทราเน็ต และเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต มีความเหมือนกันหรือต่างกัน อย่างไร
9.เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครือข่ายอินทราเน็ต และเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต มีความเหมือนกันหรือต่างกัน อย่างไร
ตอบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัย โครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
เครื่อข่ายอินทราเน็ต คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอรืแบบภายในองค์กร ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โพรโทคอล เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็ปไซต์และใช้เว็ปเบราว์เซอร์ได้
เครือข่ายเอกซ์ทราเน็ต คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร
10.ยกตัวอย่างบริการบนระบบเครืองข่ายอินเทอร์เน็ตที่ธุรกิจสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจ
มา 3 บริการ พร้อมบอกเหตุผลประกอบว่า นำมาประยุกต์ใช้อย่างไร
ตอบ
1 e-mail ช่วยในการส่งข้อมูลหรือเอกสารต่างๆผ่านระบบ
e-mail
ซึงทำให้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นe-mail นำมาประยุกใช้ในการส่งเอกสาร โดยไม่ต้องส่งไปเป็นกระดาษ
2 facebookเป็นเครืองข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นการประชาสมพันให้การขายสินค้าหรือโปรโมตต่างๆ
นาย จิรวัฏ อยู่เป็นสุข 5712103002027
สรุปบทที่
1
บทบาทการใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการธุรกิจ
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้
จะพบว่าธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ต้องอาศัยวิธีการและกลยุทธ์ต่างๆ
รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต้องมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเนื่องจากมีราคาไม่แพงจนเกินไป
ประกอบกับสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลากหลายชนิดธุรกิจปัจจุบันจึงได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานและถือว่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในองค์กรทำให้องค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดได้
1.1) ความหมายและการจัดการธุรกิจ
1.1) ความหมายและการจัดการธุรกิจ
การจัดการ
(Management) หมายถึง ชุดของหน้าที่ต่างๆ ที่กำหนดทิศทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร
ในการจัดการธุรกิจนอกจากหน้าที่ทางการจัดการแล้ว
ผู้บริหารยังต้อมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมพื้นฐานของธุรกิจ
หรือมีหน้าที่ทางธุรกิจ 4 ด้าน คือ
หน้าที่ด้านการผลิตและปฏิบัติการ การตลาด การเงินและการบัญชี และด้านทรัพยากรบุคคล
อย่างไรก็ตามหน้าที่แต่ละหน้าที่ในหน้าที่ทางการจัดการและทางธุรกิจจีความสำคัญแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้บริหาร
ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้
1.1.1)
ประเภทผู้บริหารแบ่งตามระดับการจัดการ
1.) ผู้บริหารระดับสูง
2.) ผู้บริหารระดับกลาง
3.) ผู้บริหารระดับล่าง
1.1.2) ประเภทของผู้บริหารแบ่งตามหน้าที่งาน
1.) ผู้บริหารการผลิต
2.) ผู้บริหารด้านการตลาด
3.) ผู้บริหารการเงิน
4.) ผู้บริหารทรัพยากรบุคคล
5.)
ผู้บริหารทั่วไป
1.2) วิวัฒนาการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์
มีวิวัฒนาการมาเป็นระยะๆทั้งนี้เป็นผลมาจากการคิดค้นและปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ทำงานดีขึ้น
ดั้งนั้นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจย่อมจะต้องขึ้นกับวามก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในขณะนั้น
ซึ่งพัฒนาการการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจในที่นี้จำแนกตามแนวคิดของสคูลทิลและซัมเมอร์
ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ยุค ดังนี้
1.2.1) ยุคประมวลผลข้อมูลหรือยุคดีพี (Data
Processing Era : DP Era)สามารถสรุปได้เป็น 6 ประเด็นหลักๆ
ได้ดังนี้
1.) ลักษณะการใช้งานทั่วไป เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยงานด้านการประมวลผลข้อมูลหรือที่เรียกว่า
ระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลรายการธุรกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเป็นจำนวนมากๆ
2.) จุดมุ่งหมายของการใช้คอมพิวเตอร์ในยุคประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ทั้งนี้เนื่องจากคุณสมบัติการประมวลผลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วของคอมพิวเตอร์
3.) รูปแบบของการประมวลผลข้อมูล
ในระยะแรกมักจะทำงานแบบแบตซ์ แต่ในระยะต่อมามีแบบการทำงานแบบออนไลน์มากขึ้น
โดยการประมวลผลแบบแบตซ์นั้นจะมีการรวบรวมข้อมูลจำนวนหนึ่งเพื่อรอประมวลผลในเวลาเดียวกัน
ซึ่งต่างกับแบบออนไลน์ที่เมื่อมีข้อมูลเข้ามาจะถูกส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการประมวลผลทันที
4.) เทคโนโลยีในยุคประมวลผลข้อมูล
คอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้ในยุคประมวลผลข้อมูลมักจะเป็นเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
ซึ่งหน่วยงานขนาดใหญ่โดยส่วนใหญ่จะใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นหลักในการทำงาน
นอกจากนั้นก็มี มินิคอมพิวเตอร์ซึ่งนิยมใช้กับองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
5.) การบริหารจัดการงานคอมพิวเตอร์
องค์กรธุรกิจที่ใช้คอมพิวเตอร์ยุคประมวลผลข้อมูลเป็นลักษณะแบบรวมอำนาจ
สำหรับองค์การขนาดใหญ่มักจะมีการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์
หรืออาจจะเป็นฝ่ายคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรขนาดเล็กลงมา
6.) การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบสารสนเทศในยุคประมวลผลข้อมูลซอฟต์แวร์สำเร็จเพื่อนำไปใช้งานมีน้อยมากจึงต้องพัฒนาขึ้นเองโดยเป็นหน้าที่ของศุนย์คอมพิวเตอร์
ซึ่งจะมีบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญในภาษาคอมพิวเตอร์และการพัฒนาระบบงาน
1.2.2) ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุคไอที
1.) ลักษณะการใช้งานทั่วไป จากการที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเกิดขึ้น
ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์แพร่หลายในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้น
ธุรกิจขนาดเล็กและบุคคลทั่วไปสามารถหาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานของตัวเองในราคาที่ไม่แพง
2.) การประยุกต์ในงานด้านอื่นๆ
ในปัจจุบันมีการประยุกต์คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจในด้านอื่นๆ
ที่ไม่ใช่งานประมวลผลข้อมูลหรืองานที่เกี่ยวกับตัวเลขเท่านั้นได้แก่
2.1) การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน
ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานด้านเอกสาร งานธุรการและงานอื่นๆ
2.2) การใช้งานคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านการออกแบบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและมีคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า
2.3) การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ
เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลความรู้
ความสามารถเฉพาะด้าน
3.) ระบบสารสนเทศในธุรกิจ
มีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดทำระบบสารสนเทศภายในหน่วยงาน
ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการประมวลผลที่ถูกต้องมีความแม่นยำสูง
ซึ่งจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยจัดการรายการค้าและข้อมูลที่เกิดจาดธุรกรรมต่างๆ
ให้เป็นระบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงาน เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล
สรุปผลข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มนแต่ละวัน
4.) โปรแกรมสำเร็จรูป
ในยุคนี้โปรแกรมสำเร็จรูปมากมายซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป
โดยที่ผู้ใช้ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ
ผู้ใช้สามารถหาซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อมาใช้งานได้ในทันที
5.) การบริหารจัดการคอมพิวเตอร์
หน่วยงานย่อยในธุรกิจมักมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้ใช้งานภายในหน่วยงาน
จะเป็นทั้งผู้ดูแลข้อมูลและอุปกรณ์ภายในงานของตน
ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
1.2.3) ยุคเครือข่ายหรือยุคเน็ตเวิร์ค
ยุคเครือข่ายเป็นยุคที่มีการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ากับเทคโนโลยีโทรคมนาคมเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่ายที่รู้จักกันโดยทั่วไปซึ่งมีขนาดใหญ่คือ
ระบบอินเทอร์เน็ต
ซึ่งเป็นระบบที่อยู่เฉพาะในแวดวงการศึกษาเท่านั้น
แต่ต่อมาได้ขยายออกไปสู่วงการอื่น โดยเฉพาะด้านธุรกิจ
1.3) ลักษณะการใช้งานคอมพิวเตอร์ในธุรกิจ
ถึงแม้ว่าแต่ละธุรกิจจะมีการแบ่งโครงสร้างขององค์กรที่แตกต่างกัน
แต่การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้
1.3.1) การใช้คอมพิวเตอร์ในภารกิจหลักของธุรกิจ
การใช้งานลักษณะนี้เป็นการใช้ทำงานระดับองค์กรในงานหลักของธุรกิจโดยการประยุกต์กับงานด้านต่างๆภายในองค์กร
ได้แก่ งานการขายและการตลาด งานเงินและการบัญชี งานการผลิต
และงานบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
1.3.2) การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานร่วมกัน
วงการธุรกิจที่มีบุคลากรด้านต่างๆ
จำเป็นที่จะต้องมีการติดต่อประสานงาน หรือร่วมงานกัน
กิจกรรมในการทำงานร่วมกันประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก
ดังนี้
1.)
การติดต่อสื่อสาร
ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดข้อมูลและข่าวสารไปสู่สมาชิกในกลุ่ม
2.)
การปฏิสัมพันธ์
เป็นการติดต่อสื่อสารกลับไปกลับมาระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในกลุ่มคณะทำงาน
3.)
การตัดสินใจและการแก้ปัญหา
จะเป็นการระดมความคิดของสมาชิกในกลุ่มเพื่อช่วยกันตัดสินใจหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจ
1.3.4)
การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานส่วนบุคคล
เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการทำงานของบุคลากรแต่ละคนในองค์กร
เช่น
1.)
งานด้านการพิมพ์และจัดทำเอกสาร
2.)
งานด้านการจัดทำจดหมาย
3.)
งานด้านการคำนวณ
4.)
งานด้านการนำเสนอ
5.)
งานด้านการจัดการข้อมูล
6.)
งานด้านการนัดหมาย
1.4)
การใช้คอมพิวเตอร์ในระดับบริหาร
สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในระดับผู้บริหารนั้นสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในงานสารสนเทศเพื่อการบริหารในแต่ละระดับของการบริหารองค์การตามหน้าที่พื้นฐานของธุรกิจ
และตามสายงานของธุรกิจ
นอกจากนี้การใช้งานคอมพิวเตอร์ยังคำนึงถึงความจำเป็นของสารสนเทศต่องานบริหาร
และการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างสารสนเทศเพื่อการบริหารโดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียดดังนี้
1.4.1) การใช้สารสนเทศเพื่องานบริหาร
โครงสร้างของระบบสารสนเทศในธุรกิจที่จัดแบ่งตามโครงสร้างการบริหารงานในองค์การธุรกิจนั้นแบ่งได้
2 ลักษณะ คือ ระบบสารสนเทศตามระดับการบังคับบัญชาและระบบสารสนเทศตามสายงานธุรกิจหรือตามหน้าที่พื้นฐานทางธุรกิจ
1.4.2) ความจำเป็นของสารสนเทศต่องานบริหาร
การที่ผู้บริหารจะปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ให้ได้ผลดีจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีข้อมูลหรือสารสนเทศที่มีความถูกต้องและทันสมัยเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบว่าขณะนั้นเกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงาน
1.4.3) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อในการสร้างสารสนเทศเพื่อการบริหาร
โดยส่วนใหญ่และจะเป็นการนำเสนอในลักษณะสรุปผลเพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์
เปรียบเทียบ สำหรับการวางแผนและตัดสินใจ
1.5)
การใช้สารสนเทศในระดับกลยุทธ์
สารสนเทศที่ใช้ในระดับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองผู้บริหารระดับสูง
มักเป็นสารสนเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ สารสนเทศเกี่ยวกับการลงทุน
การเพิ่มสัดส่วนตลาดเพื่อให้มีกำรากขึ้นสารสนเทศระดับกลยุทธ์มักเป็นสารสนเทศที่ช่วยผู้บริหารใช้ในการวางแผนระยะยาวซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานในระดับกลาง
และระดับล่างต่อไป
1.5.1) คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
ผู้ใช้สารสนเทศในระดับกลยุทธ์
มักจะเป็นผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อองค์กรในภาพรวมทั้งภายในและภายนอก
ดังนั้นระดับกลยุทธ์มีคุณลักษณะ 5 ประการต่อไปนี้
1.)
เป็นสารสนเทศที่มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2.)
เป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง
3.)
เป็นสารสนเทศที่ใช้ในการพยากรณ์หรือประมาณการ
4.)
เป็นสารสนเทศที่จัดทำในรูปเชิงสรุป
5.)
เป็นข้อมูลที่ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์
1.5.2)
แหล่งที่มาของสารสนเทศเพื่อการวางงแผลกลยุทธ์
1.)
สื่อสารมวลชน
2.)
การสำรวจหรือการวิจัยต่างๆ
3.)
สมาคมหรือสถาบันต่างๆ
4.)
การพูดคุยหรือพบปะสังสรรค์
5.)
ห้องสมุดหรือศูนย์บริการข้อมูล
6.)
การใช้บริการฐานข้อมูลเชิงพาณิช
7.)
อินเทอร์เน็ต
1.5.3) การรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการวางแผนกลยุทธ์
สำหรับการรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศในระดับกลยุทธ์มีได้ดังนี้
1.)
การบันทึกเทป
2.)
การทำกฤตภาค
3.)
การจัดทำเป็นดัชนี
1.5.4)
ตัวอย่างการสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
1.) กลยุทธ์ทางการเงิน
เพื่อจัดทำแผนซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานขององค์กรทั้งนี้เพื่อให้องค์สามารถจัดหาเงินทุนจากแหล่งต่างๆ
ในต้นทุนที่ต่ำให้เพียงพอ
2.) การพยากรณ์ทางการเงินในระยะยาว เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุน
ควรจะจัดหาทุนจากแหล่งใด จำนวนใด ข้อมูลต้นทุนของเงินที่จัดหามา ข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมทุนในการลงทุน
3.) กลยุทธ์ทางการตลาด
จุดมุ่งหมายก็เพื่อกำหนดแผนงานและนโยบายด้านการตลาดของกิจการ
1.5.5)
กลยุทธ์ทางการผลิต
ต้องคำนึงถึงแผนการลงทุนระยะยาวเกี่ยวกับการผลิต
ได้แก่ การเลือกที่ตั้งโรงงานผลิต ความพร้อมและความสะดวกด้านสาธารณูปโภค
ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ การเลือกสินค้าที่ผลิต เป็นต้น
1.5.6)
กลยุทธ์ทางทรัพยากรบุคคล
เป็นการจัดทำและรวบรวมสารสนเทศ
เพื่อให้องค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานในองค์กรในอนาคต
ประกอบด้วยนโยบายการจ้างพนักงาน นโยบายเกี่ยวกับอัตราจ้างและค่าแรง
นโยบายผลตอบแทนและสวัสดิการ เป็นต้น
1.6)
การใช้สารสนเทศในระดับยุทธวิธี
สารสนเทศในระดับยุทธวิธีประกอบด้วย
3
ประเด็น คือ
1.6.1) คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธี
แบ่งออกเป็น 4 ประการ ดังนี้
1.)
คุณลักษณะของสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธีเป็นสารสนเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อผู้บริหารระดับกลาง
2.)
สารสนเทศภายในจะเกิดจากข้อมูลระดับปฏิบัติการที่จัดทำ
3.)
เป็นลักษณะเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการสนับสนุนผู้บริหาร
4.)
เป็นสารสนเทศที่มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร
1.6.2)
แห่งที่มาและการจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการวางแผนยุทธวิธี
1.
สารสนเทศทั้งภายในและภายนอกองค์กร
สำหรับข้อมูลจากภายนอกองค์กรจะมีรายละเอียดเช่นเดียวกับสารสนเทศเพื่อการวางแผลกลยุทธ์
ส่วนข้อมูลภายในองค์กรมักมาจากข้อมูลในระดับปฏิบัติการ
2.
ข้อมูลด้านบุคลากร ได้แก่
ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของบุคลากร ประวัติการทำงาน การศึกษา อายุ อัตราค่าจ้าง
เงินเดือน เป็นต้น
1.7)
การใช้สารสนเทศในระดับปฏิบัติการ
การใช้สารสนเทศในระบบปฏิบัติการนั้น
มีวัตถุประสงค์ในการใช้สารสนเทศในการปฏิบัติงานระดับล่างโดยแบ่งเป็นประเด็นต่อไปนี้
1.7.1) คุณลักษณะของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการ
จุดประสงค์ของการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นการนำแผนยุทธวิธีมาขยายขั้นตอนและรายละเอียดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแผนยุทธวิธี
ผู้ที่จัดทำแผนปฏิบัติการคือผู้บริหารระดับล่าง ได้แก่ หัวหน้างาน หัวหน้าแผนก
1.7.2) แหล่งที่มาของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการ
สำหรับแหล่งที่มาของสารสนเทศสำหรับแผนปฏิบัติการจะมาจากภายในองค์กรในระดับปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจโดยการเก็บรวบรวมรายการค้าที่เกิดขึ้นประจำวันของธุรกิจ
1.7.3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมจะเป็นการเก็บรวบรวมในรูปของการใช้คอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูล
ซึ่งอาจจะเป็นแฟ้มข้อมูลหรือฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน
1.7.4) ตัวอย่างการใช้สารสนเทศในการวางแผนปฏิบัติการ
1.
สำหรับงานขายและการตลาด
2.
สำหรับงานบัญชีและการเงิน
3.
สำหรับงานผลิต
1.8) การใช้คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
คอมพิวเตอร์สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในองค์กรธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้
3 ลักษณะ
1.8.1) คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงประสิทธิผลของงานและการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในองค์กรธุรกิจ
ไม่เพียงแต่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิผลของงานในองค์กรดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวแต่การใช้คอมพิวเตอร์ยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
จะช่วยทำให้องค์กรธุรกิจประหยัดขึ้นทันทีด้วย
1.8.2)การใช้คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงคุณภาพและลักษณะของสินค้าและบริการ
การส่งมอบสินค้าและบริการตลอดจนคุณภาพและลักษณะของตัวสินค้าและบริการได้การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยปรับปรุงคุณภาพการผลิตในสายการผลิตสินค้าในปัจจุบันที่สามารถพบเห็นได้บ่อยคือ
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและผลิตสินค้าตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
1.8.3) คอมพิวเตอร์กับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในองค์กรธุรกิจ
ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ดีขึ้นด้วย
ตัวอย่างการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจที่เป็นผลมาจากการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาในองค์กรก็คือ
การปรับรื้อระบบ
1.9)
คอมพิวเตอร์กับการสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้นทางธุรกิจ
สามารถผลิตสินค้าบริการ
และกระบวนการใหม่ๆ ได้ไม่ยาก
โดยคอมพิวเตอร์จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรขององค์กรดังกล่าวสามารถคิดริเริ่ม
และจินตนาการของตนเพื่อการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ
1.9.1) คอมพิวเตอร์กับสิ่งใหม่ทางธุรกิจ
คอมพิวเตอร์จะช่วยให้การประดิษฐ์คิดค้น
สินค้าและบริการใหม่ๆสามารถจะกระทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก
โดยปัจจัยการออกแบบสินค้าตัวใหม่มักนิยมกระทำกันบนระบบคอมพิวเตอร์
1.9.2) คอมพิวเตอร์กับตลาดหรือช่องทางธุรกิจแนวใหม่
ตลาดและช่องทางธุรกิจ
จัดเป็นส่วนประกอบในการทำธุรกิจที่สำคัญ
เนื่องจากตลาดและช่องทางธุรกิจคือแหล่งที่มาของรายได้และกำไรในระบบธุรกิจ
หากธุรกิจใดมีสินค้าแต่ไม่มีตลาด หรือธุรกิจใดไม่มีช่องทางในการทำธุรกิจ
ธุรกิจนั้นก็อาจจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีรายได้และกำไร
1.10) สรุป
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้
จะพบว่าธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ต้องอาศัยวิธีการและกลยุทธ์ต่างๆ
รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต้องมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเนื่องจากมีราคาไม่แพงจนเกินไป
ประกอบกับสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลากหลายชนิดธุรกิจปัจจุบันจึงได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานและถือว่าคอมพิวเตอร์มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในองค์กรทำให้องค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดได้
โดยคอมพิวเตอร์สามารถเข้ามามีบทบาทในระดับผู้บริหารระดับสูง และระดับปฏิบัติการ
การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในองค์กรจะช่วยให้ลดต้นทุนในการดำเนินงาน
การเพิ่มรูปแบบการบริหารที่หลากหลายและรวดเร็ว การเพิ่มผลผลิตในองค์กร
เพิ่งศักยภาพในการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์
ซอฟต์แวร์เครือข่าย รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน เช่น
การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การประชุมทางไกล ฯลฯ
นาย จิรวัฏ อยู่เป็นสุข 5712103002027
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





